คาถามหาศักดิ์สิทธิ์ ชุด คาถาปลุกเสกบูชาพระเครื่องและของขลัง
เรียบเรียงโดย
พลเรือตรี รศ.ทองใบ
ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ
คำนำ
“ประมวลคาถาปลุกเสกบูชาพระเครื่องและของขลัง ชุดที่ ๒ จำนวน
๑๕ คาถา” เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อสืบสานและรวบรวมพระคาถาอันทรงคุณค่าซึ่งปรากฏอยู่ในตำราโบราณและได้รับการสืบทอดในสายครูบาอาจารย์ของประเทศไทย
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ความเชื่อ
และภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง และการสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หนังสือเล่มนี้เป็นภาคต่อจาก “ประมวลคาถาปลุกเสกบูชาพระเครื่องและของขลัง
ชุดที่ ๑” ซึ่งได้รับการเรียบเรียงเพื่อให้ผู้อ่านสามารถศึกษาพระคาถาได้อย่างเป็นระบบ
พร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับที่มา ความหมาย แนวทางการบูชาตามคติความเชื่อ
และข้อคิดด้านคุณธรรมที่สามารถประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
พระคาถาแต่ละบทที่รวบรวมไว้ในเล่มนี้
ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
บางบทใช้สำหรับการบูชาพระพุทธรูป พระเครื่อง พระเกจิอาจารย์
เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางบทใช้ประกอบพิธีกรรมตามประเพณี
หรือเพื่อเสริมสร้างกำลังใจและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ศรัทธา
อย่างไรก็ตาม
หนังสือเล่มนี้นำเสนอพระคาถาในฐานะองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและศาสนา
มิได้มุ่งยืนยันอิทธิฤทธิ์หรือผลเหนือธรรมชาติของพระคาถา ความเจริญ ความสำเร็จ
และความสุขในชีวิต ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประพฤติดี การประกอบสัมมาอาชีพ
ความเพียร ความซื่อสัตย์ และการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาพระคาถา พระเครื่อง และของขลัง
ตลอดจนผู้ที่ต้องการเรียนรู้ประวัติ ความเป็นมา และคุณค่าของภูมิปัญญาไทย
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างมีสติ ศรัทธา และปัญญา
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และอานุภาพแห่งคุณความดีทั้งหลาย
จงเป็นกำลังใจให้ผู้อ่านทุกท่านประสบความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญา
ประกอบสัมมาอาชีพ และดำเนินชีวิตด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป
ด้วยความปรารถนาดี
คาถาปลุกเสกรอยสัก
คติความเชื่อเกี่ยวกับการสักยันต์ในสังคมไทย
คาถาปลุกเสกรักยม
คติความเชื่อเรื่องรักยมในสังคมไทย
คาถาปลุกเสกสาลิกา
คติความเชื่อเรื่องสาลิกาอาคม
คาถาเพิ่มพลังกุมารทอง
คติความเชื่อในการบูชากุมารทอง
คาถาเรียกกุมารทอง รักยม
คติความเชื่อในการบูชากุมารทองและรักยม
คาถาฤาษีตาไฟ
พระคาถาในคติความเชื่อของสายฤาษี
คาถาหลวงพ่อเดิม
พระคาถาบูชาเทพยดานพเคราะห์ตามคติความเชื่อ
คาถาอัญเชิญพระเครื่อง
คติการอาราธนาพระเครื่องเพื่อความเป็นสิริมงคล
คาถาอาราธนาพระเครื่อง
การอาราธนาพระเครื่องเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย
คาถาอาราธนาพระสมเด็จ
การอาราธนาพระสมเด็จเพื่อความเป็นสิริมงคล
คาถาโองการมหาทหมื่น
พระคาถาโบราณในคติความเชื่อของไทย
บทสวดขอพรพระตรีมูรติ
คติความเชื่อในการบูชาพระตรีมูรติ
พระคาถาบูชาพระแก้วมรกต
น้อมระลึกถึงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
พระคาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
พระคาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
พระคาถาหลวงพ่อโสธร
พระคาถาหลวงพ่อโสธร
คาถาปลุกเสกรอยสัก
คติความเชื่อเกี่ยวกับการสักยันต์ในสังคมไทย
การ สักยันต์ เป็นภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา
คติพราหมณ์ และตำราอักขระเลขยันต์
ผู้ที่เข้ารับการสักมักกระทำด้วยความเคารพต่อครูบาอาจารย์
และถือปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่ได้รับการแนะนำ
ตามความเชื่อของผู้ศรัทธา เมื่อได้รับการสักยันต์แล้ว
นิยมสวดพระคาถาเพื่อระลึกถึงครูบาอาจารย์และน้อมจิตให้ตั้งมั่นในคุณธรรม
คาถาปลุกเสกรอยสัก
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
อิติปิ โส ภะคะวา อะภินิหาระ ปะระมิ สัมปันโน
มะหากะรุณา มะหาปัญญา อะธิฏฐานะ
อิทธิมะโน มะหิทธิ จิตตะ ทิพพะจักขุ
ภาวะนา อิทธิปาทะปัญญา พะละญาณะ
อาราธะนา จะ สัทธัง อิทธิพะลัง อิทธิจิตตัง
โสปิติอิ นะโม พุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ นะมะนะอะ สัมมาทะสะ
อะระหัง พุทโธ
แนวทางการปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามตำราสายสักยันต์
ผู้ศรัทธานิยมภาวนาพระคาถาบทนี้หลังจากได้รับการสักยันต์จากครูบาอาจารย์
เพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัยและครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา
มีความเชื่อว่าการปฏิบัติควบคู่กับการรักษาศีล เคารพครู
และประพฤติตนอยู่ในคุณธรรม เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของยันต์
ทั้งนี้ ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา
มิใช่ข้อยืนยันว่ารอยสักหรือพระคาถาจะสามารถป้องกันอันตรายหรือให้ผลเหนือธรรมชาติได้
คุณค่าที่แท้จริงของการสักยันต์
ในมุมมองของพระพุทธศาสนา สิ่งที่คุ้มครองชีวิตได้ดีที่สุด คือ
- การรักษาศีล
- การมีสติ
- การไม่ประมาท
- ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์
- การทำความดีอย่างสม่ำเสมอ
คุณธรรมเหล่านี้เป็นรากฐานที่ทำให้ผู้คนได้รับความเชื่อถือและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง
คติธรรมจากคาถาปลุกเสกรอยสัก
ยันต์อยู่ที่กาย คุณธรรมอยู่ที่ใจ
ผู้เคารพครู ย่อมได้รับปัญญาเป็นมงคลแห่งชีวิต
ศีลและสติ คือเกราะป้องกันที่มั่นคงที่สุด
ความกล้าหาญที่แท้จริง ต้องตั้งอยู่บนความดีและความรับผิดชอบ
ขอให้การสวดคาถาปลุกเสกรอยสักเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย
ครูบาอาจารย์ และยึดมั่นในการประพฤติดี มีสติ และไม่ประมาท
เพราะคุณธรรมและการกระทำที่ถูกต้อง
คือสิ่งที่สร้างความมั่นคงและความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตได้อย่างยั่งยืน
=============================
คาถาปลุกเสกรักยม
คติความเชื่อเรื่องรักยมในสังคมไทย
รักยม เป็นเครื่องรางตามคติความเชื่อโบราณของไทยที่ปรากฏอยู่ในตำราทางไสยศาสตร์พื้นบ้านและความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
โดยผู้ศรัทธาเชื่อว่ารักยมเป็นสัญลักษณ์แห่งความคุ้มครอง ความเป็นสิริมงคล
และความผูกพันระหว่างผู้บูชากับสิ่งที่ตนเคารพนับถือ
ในอดีต รักยม กุมารทอง และลูกกรอก
มักถูกกล่าวถึงในตำราวิชาอาคมและเรื่องเล่าพื้นบ้าน
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
คาถาปลุกเสกรักยม
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
จิเจรุนิ จิตตัง เจตตะสิกัง รูปัง กุมาโร วา
นิมิตตัง กุมารทอง เจ้ารัก เจ้ายม พรายทอง อาคัจฉาหิ จิตติ เอหิ
เอหิ
นะมะพะทะ นะมะพะทะ นะมะพะทะ
แนวทางปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามตำราโบราณ
ผู้ศรัทธานิยมสวดพระคาถาบทนี้เป็นประจำเพื่อระลึกถึงสิ่งที่ตนเคารพบูชา
ไม่ว่าจะเป็นรักยม กุมารทอง หรือลูกกรอก โดยเชื่อว่าการบูชาด้วยความสม่ำเสมอเป็นการแสดงความเคารพและความศรัทธา
ตำราบางสายยังกล่าวถึงการดูแลเครื่องบูชาต่าง ๆ ให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ
เพื่อแสดงถึงความเอาใจใส่และความเคารพต่อสิ่งที่ตนบูชา ทั้งนี้
แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา มิใช่ข้อยืนยันถึงผลเหนือธรรมชาติ
ข้อคิดจากคติการบูชา
แม้รูปแบบความเชื่อจะมีความแตกต่างกันไป
แต่สิ่งที่ทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ได้ คือ
- ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์
- ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนกระทำ
- การมีสติและความไม่ประมาท
- การหมั่นทำความดีอย่างสม่ำเสมอ
- การรักษาศีลและคุณธรรม
คุณธรรมเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมั่นคงและร่มเย็น
คติธรรมจากคาถาปลุกเสกรักยม
ศรัทธาควรดำเนินคู่กับปัญญา
ความเคารพในครูบาอาจารย์ คือมงคลแห่งชีวิต
การทำความดีเป็นประจำ ย่อมเกิดผลดีเป็นประจำ
คุณธรรมในใจ มีค่ากว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก
ขอให้การสวดคาถาปลุกเสกรักยมเป็นเครื่องเตือนใจให้ดำรงตนอยู่ในความดี มีสติ
มีเมตตา และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
เพราะความสุขและความเจริญที่แท้จริงย่อมเกิดจากการกระทำอันถูกต้องและคุณธรรมที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเอง
=============================
คาถาปลุกเสกสาลิกา
คติความเชื่อเรื่องสาลิกาอาคม
สาลิกาอาคม เป็นหนึ่งในเครื่องรางที่ปรากฏอยู่ในตำราไสยศาสตร์และความเชื่อของไทยมาแต่โบราณ
โดยมีที่มาจากการเปรียบเทียบนกสาลิกาซึ่งมีเสียงร้องไพเราะ สามารถเลียนเสียงได้
จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเจรจาที่ดี วาทศิลป์ เมตตามหานิยม และการติดต่อสื่อสาร
ครูบาอาจารย์หลายสำนักได้สร้างเครื่องรางสาลิกาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
สาลิกาแกะจากไม้ งาช้าง เขาควาย โลหะ หรือเครื่องรางที่ลงอักขระเลขยันต์
เพื่อเป็นสิ่งระลึกถึงการใช้วาจาอย่างสุภาพและเป็นมงคล
คาถาปลุกเสกสาลิกา
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
เอหิ สาลิกะวันตานัง เมตตัมภุเส สิเนหะรัตถัง สาลิกะลาโภ
ภะวันตุ เม เอหิ หญิงชาย ทั้งหลายจิตตั้ง หลงรัก กูด้วยนะจังงัง
เอหิ จิตตัง ปิยัง มะมะ
แนวทางการปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามตำราโบราณ ผู้ศรัทธานิยมสวดพระคาถาบทนี้ประกอบการบูชาเครื่องรางสาลิกา
โดยเชื่อว่าเป็นการน้อมจิตให้มีเมตตา พูดจาไพเราะ
และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้คน
แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา
มิใช่ข้อยืนยันว่าพระคาถาหรือเครื่องรางจะทำให้เกิดผลเหนือธรรมชาติ
หรือทำให้ผู้อื่นเกิดความรักความเมตตาโดยอัตโนมัติ
ความไว้วางใจจากผู้อื่นยังขึ้นอยู่กับความประพฤติ ความจริงใจ
และการสื่อสารอย่างเหมาะสม
หลักธรรมที่สอดคล้องกับคติสาลิกา
พระพุทธศาสนาสอนให้ใช้ วจีสุจริต คือ
- พูดความจริง
- พูดด้วยความสุภาพ
- พูดด้วยเมตตา
- พูดในเวลาที่เหมาะสม
- พูดให้เกิดประโยชน์
- รักษาคำพูดและความน่าเชื่อถือ
ผู้ที่ฝึกฝนวาจาตามหลักธรรม ย่อมได้รับความเคารพและความไว้วางใจจากผู้คน
คติธรรมจากคาถาปลุกเสกสาลิกา
วาจาที่อ่อนโยน เปิดประตูแห่งมิตรภาพ
ความจริงใจ มีค่ากว่าถ้อยคำอันไพเราะเพียงชั่วคราว
เมตตาในใจ สะท้อนออกมาทางคำพูด
ผู้พูดดี ทำดี และจริงใจ ย่อมเป็นที่รักของผู้คน
ขอให้การสวดคาถาปลุกเสกสาลิกาเป็นการเตือนใจให้ใช้วาจาด้วยสติ ความเมตตา
และความจริงใจ เพราะคำพูดที่ดีประกอบด้วยคุณธรรม
ย่อมสร้างความสัมพันธ์อันงดงามและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทั้งในการทำงาน การค้าขาย
และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
=============================
คาถาเพิ่มพลังกุมารทอง
คติความเชื่อในการบูชากุมารทอง
กุมารทองเป็นหนึ่งในเครื่องรางที่ปรากฏอยู่ในคติความเชื่อของไทยมาเป็นเวลาช้านาน
โดยผู้ศรัทธาบางส่วนเชื่อว่าการบูชาด้วยความเคารพและความสม่ำเสมอเป็นการแสดงถึงความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และสิ่งที่ตนเคารพบูชา
ในตำราโบราณ มีการกล่าวถึงพระคาถาที่ใช้ภาวนาประกอบการบูชากุมารทอง
ซึ่งเรียกกันว่า คาถาเพิ่มพลังกุมารทอง
คาถาเพิ่มพลังกุมารทอง
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
โอม สุวัณโณ ปิยะกุมาโร มหาภูโต มะหิทธิโก
สัพพะทิเสสุ วัตตะโก สัพพะคาเมสุ โคจะโร
สัพพะชะนานัง หะทะเย มาหาเตโช ปะวัตติโก
ระตะนัตตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตยะเตชะสา เทวานัง อิทธิพะเลนะ กุมาโร
จะ มหิทธิโก
แนวทางการปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามคติความเชื่อ ผู้ศรัทธานิยมสวดพระคาถาบทนี้เป็นประจำขณะบูชากุมารทอง
เพื่อแสดงความเคารพและน้อมจิตให้เป็นสมาธิ
แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาในสังคมไทย
มิใช่ข้อยืนยันว่าการสวดพระคาถาจะทำให้เกิดพลังเหนือธรรมชาติ
หรือทำให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ปรารถนาได้โดยตรง
ความสำเร็จในชีวิตยังขึ้นอยู่กับการลงมือทำ ความเพียร ความซื่อสัตย์
และการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ
ข้อคิดจากการบูชา
ไม่ว่าผู้ใดจะยึดถือความเชื่อในรูปแบบใด สิ่งที่ควรยึดมั่นควบคู่กัน คือ
- ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์
- ความขยันหมั่นเพียร
- การรักษาศีล
- การประกอบอาชีพโดยสุจริต
- การมีเมตตาต่อผู้อื่น
- การไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
คุณธรรมเหล่านี้เป็นพลังที่แท้จริงในการสร้างความมั่นคงและความเจริญ
คติธรรมจากคาถาเพิ่มพลังกุมารทอง
กำลังใจที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจากจิตใจที่มั่นคง
ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา ย่อมนำไปสู่ความเจริญ
ความเพียรและความซื่อสัตย์ คือเครื่องรางที่ดีที่สุดของชีวิต
การทำความดีอย่างสม่ำเสมอ ย่อมเป็นพลังที่ไม่มีวันเสื่อม
ขอให้การสวดคาถาเพิ่มพลังกุมารทองเป็นการน้อมจิตให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
มีสติในการดำเนินชีวิต และมีกำลังใจในการสร้างความดี
เพราะความเจริญที่ยั่งยืนย่อมเกิดจากการกระทำอันสุจริตและคุณธรรมที่สั่งสมอยู่ในตนเอง
=============================
คาถาเรียกกุมารทอง รักยม
คติความเชื่อในการบูชากุมารทองและรักยม
กุมารทองและรักยมเป็นส่วนหนึ่งของคติความเชื่อพื้นบ้านของไทยที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน
ปรากฏอยู่ในตำราไสยศาสตร์ วรรณกรรม และความเชื่อของครูบาอาจารย์หลายสำนัก
โดยผู้ศรัทธาบางส่วนเชื่อว่าเป็นเครื่องรางที่ควรบูชาด้วยความเคารพ
และนิยมกล่าวพระคาถาเมื่อต้องการน้อมระลึกถึงสิ่งที่ตนบูชา
ความเชื่อเกี่ยวกับกุมารทองและรักยมมีความหลากหลายตามแต่ละท้องถิ่นและสำนักวิชา
และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรม
มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
คาถาเรียกกุมารทอง รักยม
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
เอหิ กุมาโร เอหิ กุมารี เอหิ รักยม เอหิ พรายทอง
ปิยัง มะมะ ปุตตัง วะ ซายะติ อารักขานะปัจจะโย
เจ้ารักเจ้ายม กุมารทอง พรายทอง จงมา จงมา เอหิ มะมะ
แนวทางการปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามตำราโบราณ
ผู้ศรัทธานิยมกล่าวพระคาถาบทนี้เมื่อต้องการบูชาหรือระลึกถึงกุมารทองและรักยม เช่น
ก่อนออกเดินทาง หรือในโอกาสที่จัดเครื่องบูชาตามความเชื่อของแต่ละสำนัก
แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา
และมิใช่ข้อยืนยันว่าการสวดพระคาถาจะทำให้เกิดการสื่อสารกับวิญญาณ
หรือก่อให้เกิดการคุ้มครองหรือผลเหนือธรรมชาติ
ข้อคิดที่สามารถนำมาปรับใช้
ไม่ว่าจะนับถือคติความเชื่อใด สิ่งสำคัญคือการดำเนินชีวิตด้วยหลักธรรม
ได้แก่
- มีสติและความไม่ประมาท
- กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
- ประกอบอาชีพโดยสุจริต
- มีเมตตาและช่วยเหลือผู้อื่น
- หมั่นสร้างบุญกุศลและรักษาศีล
หลักธรรมเหล่านี้เป็นรากฐานของความมั่นคงและความเจริญในชีวิต
คติธรรมจากคาถาเรียกกุมารทอง รักยม
ศรัทธาควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัญญา
ความดีที่ทำด้วยตนเอง เป็นที่พึ่งที่มั่นคงที่สุด
สติและคุณธรรม คือเครื่องคุ้มครองชีวิตที่แท้จริง
ผู้มีเมตตาและความซื่อสัตย์ ย่อมได้รับความไว้วางใจจากผู้คน
ขอให้การสวดคาถาเรียกกุมารทองและรักยมเป็นโอกาสในการน้อมจิตให้สงบ
ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และตั้งใจดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต ความเมตตา
และความไม่ประมาท เพราะความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน
ย่อมเกิดจากการประพฤติดีและการกระทำที่ถูกต้องของตนเอง
=============================
คาถาฤาษีตาไฟ
พระคาถาในคติความเชื่อของสายฤาษี
พระฤาษีตาไฟ เป็นหนึ่งในฤาษีที่ปรากฏในคติความเชื่อของไทยและพราหมณ์
ผู้ศรัทธาหลายสำนักยกย่องให้เป็นครูแห่งวิชาอาคม การแพทย์โบราณ และการบำเพ็ญตบะ จึงนิยมอัญเชิญท่านเป็นครูในพิธีไหว้ครูสายโหราศาสตร์
นาฏศิลป์ และไสยเวทบางสำนัก
ในตำราโบราณ มีการสืบทอด คาถาฤาษีตาไฟ ซึ่งถือเป็นพระคาถาประจำสายความเชื่อนี้
คาถาฤาษีตาไฟ
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงพระฤาษีตาไฟ จากนั้นภาวนาว่า
อัคคิจักขุ จิปิเสคิ อัคคิจักขุ ปิเสคิจิ
อัคคิจักขุ เสคิจิปิ อัคคิจักขุ คิจิปิเส
คติความเชื่อตามตำราโบราณ
ตำราโบราณบางสายกล่าวว่า พระคาถาบทนี้เป็นพระคาถาของพระฤาษีตาไฟ
และมีความเกี่ยวข้องกับ "หัวใจปฏิสังขาโย"
โดยจัดเรียงถ้อยคำในลักษณะเฉพาะตามแบบแผนที่สืบทอดกันมา
พร้อมทั้งมีข้อแนะนำว่าไม่ควรแปลความหมายของถ้อยคำในพระคาถา
ยังมีการกล่าวอ้างในตำราบางฉบับถึงการนำพระคาถาไปใช้ในพิธีกรรมหรือประกอบการสวดมนต์ในโอกาสต่าง
ๆ เช่น การทำน้ำมนต์ การประพรมน้ำมนต์ หรือการภาวนาเพื่อความเป็นสิริมงคล
ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาในแต่ละสำนัก
มิใช่ข้อยืนยันว่าพระคาถาจะก่อให้เกิดผลเหนือธรรมชาติ
หรือใช้แทนการรักษาทางการแพทย์หรือมาตรการด้านความปลอดภัยได้
คุณค่าที่ควรยึดถือ
การสวดพระคาถาสามารถเป็นโอกาสให้ผู้ปฏิบัติ
- ตั้งจิตให้สงบ
- เจริญสติและสมาธิ
- ระลึกถึงครูบาอาจารย์
- ตั้งใจประพฤติอยู่ในศีลธรรม
- ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
คุณธรรมเหล่านี้เป็นหลักสำคัญที่พระพุทธศาสนายกย่องและสามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
คติธรรมจากคาถาฤาษีตาไฟ
ผู้เคารพครู ย่อมเจริญด้วยปัญญา
สติ คือแสงสว่างที่นำทางชีวิต
ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นพลังที่แท้จริงของมนุษย์
ความเพียรในการทำความดี ย่อมนำมาซึ่งความเจริญที่ยั่งยืน
ขอให้การสวดคาถาฤาษีตาไฟเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงคุณแห่งครูบาอาจารย์
ตั้งมั่นในความดี และดำเนินชีวิตด้วยสติ ปัญญา และความไม่ประมาท
อันเป็นสิริมงคลสูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนา
=============================
คาถาหลวงพ่อเดิม
พระคาถาบูชาเทพยดานพเคราะห์ตามคติความเชื่อ
หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงรูปหนึ่งของประเทศไทย
ได้รับความเคารพศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในด้านเมตตามหานิยม
การคุ้มครอง และการดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์และเมตตา
ในตำราที่สืบทอดกันมา มีการกล่าวถึงพระคาถาบทหนึ่งซึ่งนิยมเรียกว่า คาถาหลวงพ่อเดิม
หรือ พระคาถาบูชาเทพยดานพเคราะห์ ผู้ศรัทธานิยมสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต
คาถาหลวงพ่อเดิม
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
นะโม เม สัพพะเทวานัง
สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง
สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ
สะสิ ภุมโม จะ เทวานัง
วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ
ชีโว สุกะโร จะ มะหาลาภัง
โสโร ราหูเกตุ จะ มะหาลาภัง
สัพพะภะยัง วินาสะติ
สัพพะทุกขัง วินาสะติ
สัพพะโรคัง วินาสสันติ
ลักขะณา อะหัง วันทามิ
สัพพะทา สัพเพ เทวา มัง ปาละยันตุ
สัพพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ
สัพพะโสตถี ภะวันตุ เม
แนวทางการปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามคติความเชื่อของผู้ศรัทธา
บางสำนักนิยมเขียนชื่อ–นามสกุลของผู้บูชาไว้กับผังดวงชะตา
แล้ววางไว้หน้าพระพุทธรูปหรือใกล้ฐานพระ
พร้อมสวดพระคาถาบทนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต
แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา
มิใช่ข้อยืนยันว่าพระคาถาหรือพิธีกรรมจะสามารถเปลี่ยนแปลงดวงชะตาหรือให้ผลเหนือธรรมชาติได้โดยตรง
ความสำเร็จและความเจริญยังคงขึ้นอยู่กับการประพฤติดี ความเพียร
และการตัดสินใจที่รอบคอบ
หลักธรรมที่ควรยึดถือ
การสวดพระคาถาควรเป็นโอกาสในการ
- ระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย
- ตั้งมั่นในศีลธรรม
- มีสติและความไม่ประมาท
- ขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาอาชีพ
- เมตตาและช่วยเหลือผู้อื่น
เมื่อปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้
ย่อมเป็นเหตุแห่งความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม
คติธรรมจากคาถาหลวงพ่อเดิม
ดวงชะตาที่ดีที่สุด คือการกระทำที่ดีของตนเอง
ศรัทธาเป็นกำลังใจ ปัญญาเป็นผู้นำทางชีวิต
ผู้มีศีลและความเพียร ย่อมสร้างความเจริญได้ด้วยตนเอง
ความเป็นสิริมงคล เริ่มต้นจากความคิดดี คำพูดดี และการกระทำที่ดี
ขอให้การสวดคาถาหลวงพ่อเดิมเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
คุณของครูบาอาจารย์ และตั้งใจดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต มีเมตตา และไม่ประมาท
เพื่อให้เกิดความร่มเย็นและความเจริญอย่างยั่งยืนแก่ตนเองและครอบครัว
=============================
คาถาอัญเชิญพระเครื่อง
คติการอาราธนาพระเครื่องเพื่อความเป็นสิริมงคล
พระเครื่องเป็นวัตถุมงคลที่พุทธศาสนิกชนนิยมบูชาเพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์
ตลอดจนระลึกถึงคุณความดีของพระอริยสงฆ์ผู้สร้างหรือปลุกเสกวัตถุมงคลนั้น
การอาราธนาพระเครื่องก่อนออกจากบ้านจึงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา
เพื่อเตือนใจให้ผู้สวมใส่ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
คาถาอัญเชิญพระเครื่อง
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
พุทธัง อาราธะนานัง รักษา
ธัมมัง อาราธะนานัง รักษา
สังฆัง อาราธะนานัง รักษา
แนวทางการปฏิบัติ
ผู้ศรัทธานิยมสวดพระคาถาบทนี้ก่อนอัญเชิญพระเครื่องขึ้นคล้องคอ
หรือก่อนออกจากบ้าน พร้อมตั้งจิตระลึกถึงพระรัตนตรัยและอธิษฐานให้ตนเองดำเนินชีวิตด้วยความมีสติ
ความซื่อสัตย์ และความเมตตา
การอาราธนาพระเครื่องเป็นการแสดงออกถึงศรัทธาและเป็นกำลังใจทางจิตใจ
มิใช่ข้อยืนยันว่าพระเครื่องหรือพระคาถาจะสามารถป้องกันอันตรายหรือก่อให้เกิดผลเหนือธรรมชาติได้โดยตรง
ความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับการใช้สติ ความรอบคอบ และการประพฤติตนอย่างเหมาะสม
อานิสงส์ทางใจของการอาราธนา
ผู้ที่อาราธนาพระเครื่องด้วยความเคารพและดำเนินชีวิตตามหลักธรรม
ย่อมได้รับประโยชน์ทางใจ ได้แก่
- ระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย
- มีสติและความไม่ประมาท
- มีกำลังใจในการทำความดี
- ยึดมั่นในศีลธรรม
- มีความสงบและมั่นคงทางจิตใจ
สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า
คติธรรมจากคาถาอัญเชิญพระเครื่อง
พระเครื่องเป็นเครื่องเตือนใจ มิใช่เครื่องแทนการทำความดี
ผู้มีพระอยู่ที่คอ ควรมีพระธรรมอยู่ในใจ
ศีล สมาธิ และปัญญา คือเกราะคุ้มครองชีวิตที่ประเสริฐที่สุด
ความเป็นสิริมงคลย่อมเกิดจากการคิดดี พูดดี และทำดีในทุกวัน
ขอให้การอาราธนาพระเครื่องเป็นการน้อมจิตระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
พร้อมตั้งมั่นในการดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต มีสติ และไม่ประมาท
เพราะคุณธรรมในใจคือสิ่งคุ้มครองที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุด
=============================
คาถาอาราธนาพระเครื่อง
การอาราธนาพระเครื่องเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย
การอาราธนาพระเครื่องเป็นธรรมเนียมที่พุทธศาสนิกชนไทยปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ
ก่อนสวมพระเครื่องหรือออกเดินทาง ผู้ศรัทธานิยมตั้งจิตระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม
และพระสงฆ์ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ดำเนินชีวิตด้วยความมีสติ ความไม่ประมาท
และความตั้งมั่นในคุณความดี
คาถาอาราธนาพระเครื่อง
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
พุทธัง อาราธะนานัง ธัมมัง อาราธะนานัง สังฆัง อาราธะนานัง
พุทธัง ประสิทธิ เม ธัมมัง ประสิทธิ เม สังฆัง ประสิทธิ เม
จากนั้นให้กล่าวคำอาราธนาพระเครื่อง ๓ ครั้ง
แนวทางการปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามคติความเชื่อ ผู้ศรัทธานิยมกล่าวพระคาถาบทนี้ก่อนสวมพระเครื่อง
เมื่อจะออกจากบ้าน เดินทางไกล หรือเมื่อนำพระเครื่องที่เก็บไว้กลับมาสวมอีกครั้ง
เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระคุณแห่งพระรัตนตรัย
ความเชื่อนี้เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา และเป็นการเสริมกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติ
มิใช่ข้อยืนยันว่าพระเครื่องหรือพระคาถาจะสามารถป้องกันอันตรายหรือรับประกันความปลอดภัยได้โดยตรง
การดำเนินชีวิตด้วยสติ ความรอบคอบ การเคารพกฎหมาย และการประพฤติอยู่ในศีลธรรม
ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการคุ้มครองตนเอง
คุณค่าของการอาราธนา
การกล่าวคำอาราธนาพระเครื่องเป็นการฝึกให้จิตใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
และเตือนตนเองให้
- มีสติในทุกการกระทำ
- รักษาศีลและความซื่อสัตย์
- มีเมตตาต่อผู้อื่น
- ประกอบสัมมาอาชีพ
- ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรม ย่อมเป็นรากฐานแห่งความสงบและความเจริญ
คติธรรมจากคาถาอาราธนาพระเครื่อง
พระเครื่องเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา ส่วนพระธรรมเป็นแนวทางแห่งชีวิต
ผู้ระลึกถึงพระรัตนตรัย ย่อมระลึกถึงการทำความดีอยู่เสมอ
ความปลอดภัยเกิดจากสติ คุณธรรม และความไม่ประมาท
ความเป็นสิริมงคลเริ่มต้นจากใจที่บริสุทธิ์และการกระทำที่ถูกต้อง
ขอให้การอาราธนาพระเครื่องเป็นโอกาสในการน้อมจิตระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม
และพระสงฆ์ พร้อมตั้งใจดำเนินชีวิตด้วยศีล สมาธิ และปัญญา
เพราะคุณธรรมในตนเองคือเกราะคุ้มครองชีวิตที่ประเสริฐและยั่งยืนที่สุด
=============================
คาถาอาราธนาพระสมเด็จ
การอาราธนาพระสมเด็จเพื่อความเป็นสิริมงคล
พระสมเด็จได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระเครื่องที่ได้รับความนิยมและเคารพศรัทธามากที่สุดของประเทศไทย
ผู้ศรัทธานิยมอาราธนาพระสมเด็จก่อนสวมติดตัว โดยน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
และพระสังฆคุณ พร้อมตั้งใจประพฤติตนอยู่ในคุณธรรม
พระคาถาต่อไปนี้เป็นคติการอาราธนาที่สืบทอดกันมา
และสามารถใช้บูชาพระสมเด็จได้โดยทั่วไป
คาถาอาราธนาพระสมเด็จ
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
โตเสนโต วะระธัมเมนะ
โตสัฏฐาเน สิเว วะเร
โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง
โตสะจิตตัง นะมามิหัง
จากนั้นจึงอัญเชิญพระสมเด็จขึ้นคล้องคอด้วยความเคารพ
แนวทางการปฏิบัติตามความเชื่อ
ตามคติความเชื่อ ผู้ศรัทธานิยมสวดพระคาถาบทนี้ก่อนสวมพระสมเด็จ เพื่อเป็นการน้อมจิตระลึกถึงพระรัตนตรัยและเสริมกำลังใจในการดำเนินชีวิต
การสวดพระคาถาและการบูชาพระสมเด็จเป็นการแสดงออกถึงศรัทธา
มิใช่ข้อยืนยันว่าพระเครื่องจะก่อให้เกิดผลเหนือธรรมชาติหรือคุ้มครองจากอันตรายได้โดยตรง
ความปลอดภัยและความสำเร็จในชีวิตยังขึ้นอยู่กับการมีสติ ความรอบคอบ
และการประพฤติดี
คุณค่าของการบูชาพระสมเด็จ
การอาราธนาพระสมเด็จช่วยเตือนใจให้ผู้บูชา
- ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า
- รักษาศีลและประพฤติดี
- มีเมตตาและความอดทน
- ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา
- ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
เมื่อยึดมั่นในหลักธรรมเหล่านี้
ย่อมเป็นเหตุแห่งความสุขและความเจริญอย่างแท้จริง
คติธรรมจากคาถาอาราธนาพระสมเด็จ
พระสมเด็จเตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ
ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา ย่อมนำมาซึ่งความเจริญ
พระเครื่องอยู่ภายนอก แต่พระธรรมควรอยู่ภายในใจ
การทำความดีทุกวัน คือสิริมงคลอันประเสริฐที่สุดของชีวิต
ขอให้การอาราธนาพระสมเด็จเป็นโอกาสในการน้อมจิตระลึกถึงพระรัตนตรัย
ตั้งมั่นในศีลธรรม และดำเนินชีวิตด้วยสติ ปัญญา และความเมตตา
เพราะคุณธรรมคือพลังคุ้มครองชีวิตที่ยั่งยืนที่สุด
=============================
คาถาโองการมหาทหมื่น
พระคาถาโบราณในคติความเชื่อของไทย
คาถาโองการมหาทหมื่น เป็นพระคาถาโบราณที่ปรากฏอยู่ในตำราไสยศาสตร์และตำราพระเวทของไทยหลายสำนัก
สันนิษฐานว่าสืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี โดยมีลักษณะเป็นโองการขนาดยาว ผสมผสานคำบาลี
สันสกฤต ภาษาไทยโบราณ และถ้อยคำเชิงพิธีกรรม
ในอดีต
พระคาถาบทนี้ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์สู่ศิษย์ในฐานะส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ด้านไสยศาสตร์ไทย
และมักใช้ประกอบพิธีกรรมตามคติความเชื่อของแต่ละสำนัก
เนื้อหาของพระคาถากล่าวอัญเชิญคุณพระรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ
พร้อมถ้อยคำที่แสดงถึงความกล้าหาญ ความมั่นคง และการขอความเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวด
ในตำราโบราณ มีการกล่าวถึงการใช้พระคาถาบทนี้ในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น
การปลุกเสกวัตถุมงคล การสวดภาวนา และพิธีไหว้ครู อย่างไรก็ตาม
ความเชื่อเกี่ยวกับอานุภาพของพระคาถาเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา
และยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าก่อให้เกิดผลเหนือธรรมชาติตามที่กล่าวอ้าง
ในมุมมองของพระพุทธศาสนา สิ่งที่นำมาซึ่งความมั่นคงและความปลอดภัยของชีวิต
คือการดำเนินชีวิตด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ประกอบด้วยความซื่อสัตย์ ความเมตตา
ความไม่ประมาท และการประกอบสัมมาอาชีพ
คติธรรม
ผู้มีสติ ย่อมเป็นผู้ป้องกันตนเองได้ดีที่สุด
ผู้มีศีล ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของผู้คน
ความกล้าหาญที่แท้จริง คือการยืนหยัดในความถูกต้อง
คุณธรรม คือเกราะคุ้มครองชีวิตที่ยั่งยืนกว่าวัตถุหรือเครื่องรางใด
ๆ
พระคาถาโองการมหาทหมื่นจึงนับเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของไทยที่สะท้อนวิถีความเชื่อของคนในอดีต
ควรศึกษาในบริบทของประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และคติชนวิทยา
ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาและการดำเนินชีวิตด้วยเหตุผลและคุณธรรม
ฉบับเต็ม
" คาถาโองการมหาทหมื่น โอม นะ โม พุท ธา ยะ กูจะกล่าวกำเนิดเกิดพระมหาทมื่น
กูจะโยนตัวกูขึ้นไปเป็นกงไม้ไร่ ก็หักแหลกลงเป็นผุยผงทั่วทั้งเมืองสกลชมพู กูจะลำลึกถุงครูกูใครจะสู้กูก็บ่มิได้
ครูกูจึงให้กูเล่า พระคาถาพุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง
สะระณัง คัจฉามิ ภะคะวา เชยยะมังคะลัง อะระหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ วันทานัง
ปาสุอุชา อิสะปะมิ พุทธะสังมิ อิสวาสุ นะมะอะอุ อิกะวิติ วิสุทธิเสฐโฐ
อะสังวิสุโลปุสะพุภะ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา สังวิธาปุกะยะปะ อาปามะจุปะ
ทีมะสังอังขุ ทุสะมะนิ สะธะวิปิปะสะอุ ทุสะนะโส จิเจรุนิ ตันนิพพุติง นะมะนะอะ
นอกอนะกะ กออนออะ นะอะกะอัง ตัตถะนะถะ อุมะอะยัง จิปิเสคิ คิเสปิจิ กันหะเนหะ
นิระมหาสะตัง จะภะกะสะ นะมะพะทะ กะระมะถะ จะอะภะคะ นะมะกะยะ สุสิโม พุทโธ ภะคะวา
สุสิโม ธัมโม ภะคะวา สุสิโม สังโฆ ภะคะวา โลกะนาโถ มะหิทธิโก นาสังสิโม ยะถาพะลัง
จังงัง เหยหาย เดชะ ครูปัทธิยายจึงให้เป็นกำแพงเพชรทั้ง 7 ชั้นกันตนกู
คือ พระวิภังค์ พระสังฆณี พระปรมัตถะอัตถาจารย์เจ้า จึงให้คงแก่หอกดาบ แหลนหลาว ธนู
ง้าว ทั้งหน้าไม้ ปืนไฟ อย่าได้ต้องตนกู เพชชะคงแก่ หอกเหล็ก หอกหล่อ หอกข้อเงิน
หอกข้อทอง หอกสำริด กริชทองแดง คงแก่แสงฟ้าผ่า คงทั้งข้างซ้าย คงทั้งข้างขวา
คงทั้งข้างหน้า คงทั้งข้างหลัง คงทั้งนั่ง คงทั้งยืน คงทั้งหลับ คงทั้งตื่น
คงทั้งกลางคืน คงทั้งกลางวันตรีเพชชะคงๆ สวาหะ โอม เอิกเกริกไตรภพ ตลบบาดาล
เหาะทยานบนอากาศ หมู่อสูรขยาดมืดมัว กลัวกูอยู่ระย่อ ฤาษีเล้นซุกซ่อนนอนหลับอยู่ก ลางป่า
ทั้งขโมดมารยาเหาะทยานมาช่วยกู หนุมานหลานพระไวยบุตรสัปปะยุทธ
ด้วยอินทรชิตประสิทธิสรรพางค์ล้างมารมัดตนได ้เอาไปถวายแก่ราพย์เจ้ากรุงลงกา
หมู่อสูรยักษาจะฆ่ากูก็บ่มิตาย ด้วยเดชะพระนารายณ์ จุติลงมาบังเกิด นะโมพุทธายะ
ตรีเพชชะคงๆ อิติปิ โส ภะคะวา เกสาผม อยู่ทั้วในกายตนกู คงตรีเพชชะคงๆ อิติปิ โส
ภะคะวา โลมาขนอยู่ทั้วในกายตนกู คงตรีเพชชะคงๆ อิติปิ โส ภะคะวา นะขาเล็บ
อยู่ทั้วในกายตนกูคงตรีเพชชะคงๆ อิติปิ โส ภะคะวา ทันตาฟัน อยู่ทั้วในกายตนกู
คงตรีเพชชะคงๆ อิติปิ โส ภะคะวา ตะโจหนัง อยู่ทั้วในกายตนกู คงตรีเพชชะคงๆ
อิติปิโสภะคะวา มังสังเนื้อ อยู่ทั้วในกายตนกู คงตรีเพชชะคงๆ อิติปิ โส ภะคะวา
นะหารูเอ็น อยู่ทั้วในกายตนกูคงตรีเพชชะคงๆ อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐิกระดูก อยู่ทั้วในกายตนกูคงตรีเพชชะคงๆ
คงด้วยนะโมพุทธายะ พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา บิดารักษา มารดารักษา
พระอินทรักษา พระพรหมรักษา ครูบาอาจารย์รักษา อิมัง กายะพันธะนัง อะธิฏฐามิ เป็นพระคาถาโบราณ
ภาวนาด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จะเป็นคงกระพันชาตรียิ่งนัก
จะใช้ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เสกข้าวกิน เสกได้สารพัดแล
==============================
บทสวดขอพรพระตรีมูรติ
คติความเชื่อในการบูชาพระตรีมูรติ
พระตรีมูรติเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังแห่งเทพเจ้าสูงสุดทั้งสามองค์ในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู
ได้แก่ พระพรหม ผู้ทรงสร้าง พระวิษณุ ผู้ทรงรักษา และพระศิวะ
ผู้ทรงทำลายเพื่อการเริ่มต้นใหม่ ในประเทศไทย
ผู้คนจำนวนมากนิยมสักการะพระตรีมูรติเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะการอธิษฐานขอพรในเรื่องความรัก
ความเมตตา ความสำเร็จ และความเจริญในชีวิต
การบูชาพระตรีมูรติเป็นคติความเชื่อที่สืบทอดกันมา
ผู้ศรัทธาใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
มิใช่ข้อยืนยันว่าการสวดหรือประกอบพิธีจะทำให้เกิดผลเหนือธรรมชาติตามที่ปรารถนาโดยตรง
บทสวดขอพรพระตรีมูรติ
ตั้งจิตให้สงบ แล้วกล่าวว่า
สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้า
นาย/นาง..................................................
ขอกราบเบื้องบาทแด่องค์พระตรีมูรติ
ผู้ทรงเป็นที่เคารพของเหล่าเทพและผู้ศรัทธาทั้งหลาย
บัดนี้ข้าพเจ้าขอน้อมจิตอธิษฐาน
ขอพรในเรื่อง..................................................
เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐ จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า
และผู้มีพระคุณผู้คุ้มครองข้าพเจ้า
ฑีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติ
ภยันจะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ อุบัติอันตรายยัญจะ อัยยัญติกะ
อันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ
วิธีการบูชาตามคติความเชื่อ
ผู้ศรัทธาบางสำนักนิยมจัดเครื่องสักการะ ได้แก่
- ธูปสีแดง ๙ ดอก
- เทียนสีแดง
- ดอกกุหลาบสีแดง
- ผลไม้ตามความเหมาะสม
จากนั้นตั้งจิตให้สงบ ระลึกถึงคุณความดี และอธิษฐานขอพรในเรื่องที่เป็นกุศล
ไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น
ข้อคิดในการอธิษฐาน
การอธิษฐานควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความดี ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบ
เพราะคำอธิษฐานจะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้ขอพรลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังควบคู่กันไป
ศรัทธาสามารถเป็นกำลังใจที่ดี แต่ความสำเร็จยังอาศัยความเพียร ความอดทน
การตัดสินใจที่ถูกต้อง และการกระทำที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
คติธรรมจากการบูชาพระตรีมูรติ
พรอันประเสริฐ เริ่มต้นจากการทำความดีของตนเอง
ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา ย่อมนำไปสู่ความเจริญ
ความรักที่มั่นคง ย่อมตั้งอยู่บนความจริงใจ ความเมตตา
และความรับผิดชอบ
เมื่อมีความเพียรควบคู่กับคุณธรรม
ความสำเร็จย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้
ขอให้การบูชาพระตรีมูรติเป็นโอกาสในการตั้งจิตให้สงบ สร้างกำลังใจ
และตั้งมั่นในการดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์ เมตตา และไม่ประมาท
เพื่อให้เกิดความเจริญทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม
=======================
พระคาถาบูชาพระแก้วมรกต
น้อมระลึกถึงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย
ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร
เป็นพระพุทธรูปที่ได้รับความเคารพสักการะอย่างสูงจากพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนิกชนมาแต่โบราณ
การบูชาพระแก้วมรกตมีจุดมุ่งหมายเพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ
และเป็นการน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
พระคาถาบูชาพระแก้วมรกต
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ
ทุติยัมปิ พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ
ตะติยัมปิ พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฏิมากะรัง ปูเชมิ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ มะหาเตโช เจวะ มะหาปัญโญ
จะ มะหาโภโค จะ มะหายะโส จะ ภะวันตุ เม
นิพพานัสสะ ปัจจะโย โหตุ
ความหมายของการบูชา
การสวดพระคาถาบทนี้เป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
และเป็นการน้อมจิตระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงค้นพบหนทางแห่งความพ้นทุกข์
ตามคติความเชื่อ
ผู้ศรัทธานิยมสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต
อย่างไรก็ตาม การสวดมนต์และการบูชาเป็นการปฏิบัติทางศาสนาและจิตใจ มิใช่ข้อยืนยันว่าจะก่อให้เกิดผลเหนือธรรมชาติหรือความสำเร็จโดยอัตโนมัติ
ความเจริญที่ยั่งยืนยังอาศัยการประพฤติดี การมีสติ และการลงมือกระทำอย่างถูกต้อง
คุณธรรมที่ควรน้อมนำ
การบูชาพระแก้วมรกตควรเป็นโอกาสในการฝึกตนให้มี
- ศรัทธาในพระรัตนตรัย
- ศีลและความซื่อสัตย์
- สติและสมาธิ
- ปัญญาในการแก้ไขปัญหา
- ความเมตตาและเสียสละ
เมื่อปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้
ย่อมเป็นเหตุแห่งความสงบและความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม
คติธรรมจากพระคาถาบูชาพระแก้วมรกต
พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธคุณ ส่วนการปฏิบัติธรรมคือการบูชาสูงสุด
ผู้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ย่อมระลึกถึงการละชั่ว ทำดี
และทำจิตใจให้ผ่องใส
ความเป็นสิริมงคลเกิดจากคุณธรรม มิใช่จากวัตถุเพียงอย่างเดียว
ศีล สมาธิ และปัญญา
คือแก้วมณีอันประเสริฐที่ควรเจริญให้เกิดขึ้นในใจของทุกคน
ขอให้การสวดพระคาถาบูชาพระแก้วมรกตเป็นการน้อมจิตระลึกถึงพระพุทธคุณ
และเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อความสุข ความสงบ และความเจริญอย่างยั่งยืน
==========================
พระคาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
พระคาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
สะยามะเทวาธิราชา เทวาติเทวา มะหิทธิกา เทยยะรัฏฐัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ
สุเขนะ จะ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา
สะยามะเทวานุภาเวนะ สะยามะเทวะเตชะสา ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ
จุปัททะวา
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิภาคยัง สุขัง พะลัง สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง
วุฑฒิ จะ ยะสะวา
สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เม
ความเป็นมาของพระสยามเทวาธิราช
พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวรูปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ ๔) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น
โดยมีคติความเชื่อว่าเป็นเทพผู้ทรงคุ้มครองแผ่นดินสยามให้รอดพ้นจากภัยอันตรายและความวิบัติต่าง
ๆ จึงได้รับการเคารพสักการะสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ความมุ่งหมายของการสวดบูชา
ผู้ศรัทธานิยมสวดพระคาถาบทนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล
เป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต และน้อมระลึกถึงคุณความดี ความจงรักภักดีต่อชาติ
ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ตามคติความเชื่อ
การบูชาพระสยามเทวาธิราชเป็นการอธิษฐานขอให้ปราศจากภัยอันตราย
มีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสงบสุข อย่างไรก็ตาม
ผลแห่งความเจริญในชีวิตย่อมอาศัยการประพฤติปฏิบัติที่ดี ความซื่อสัตย์สุจริต
ความเพียร และการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมควบคู่กันไป
คติธรรมที่ควรยึดถือ
ผู้บูชาพระสยามเทวาธิราชควรตั้งมั่นในคุณธรรม ได้แก่
- มีความกตัญญูกตเวที
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ขยันหมั่นเพียร
- มีเมตตาต่อผู้อื่น
- รักษาศีลและประพฤติธรรม
- ทำประโยชน์แก่ครอบครัว
สังคม และประเทศชาติ
ข้อคิดส่งท้าย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งทางใจ
แต่การกระทำที่ถูกต้องเป็นเหตุแห่งความสำเร็จ
ผู้มีศีล มีสติ มีความเพียร และประกอบสัมมาอาชีพ
ย่อมสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตได้อย่างแท้จริง
ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัย และความเป็นสิริมงคลตามคติแห่งพระสยามเทวาธิราช
จงเป็นกำลังใจให้ผู้สวดมีความกล้าหาญ ตั้งมั่นในความดี มีสุขภาพแข็งแรง
ประสบความเจริญในหน้าที่การงาน และดำรงชีวิตด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรมตลอดไป.
============================
พระคาถาหลวงพ่อโสธร
พระคาถาหลวงพ่อโสธร
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุท ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ
พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาสันติ
นะกาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน นานาจิตเต
พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต
ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี โคตะโม ทะเวกัณเณ
ยะกาโร อะริยะเมตตรัยโย ชิวหาฐิเต
ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต
ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ
สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห
อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง
ความเป็นมา
พระพุทธโสธร หรือ หลวงพ่อโสธร ประดิษฐาน ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร
จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความเคารพศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศมาเป็นเวลายาวนาน
ผู้คนจำนวนมากนิยมเดินทางไปกราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
ความมุ่งหมายของการสวดบูชา
ตามคติความเชื่อ ผู้ศรัทธานิยมสวดพระคาถาหลวงพ่อโสธรเป็นประจำ
เพื่อความเป็นสิริมงคล ความร่มเย็นของชีวิต และเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต
โดยเชื่อว่าจะช่วยเสริมความมั่นใจและเตือนใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี
ความเชื่อที่สืบทอดกันมาเชื่อว่า
เมื่อสวดด้วยความเคารพและประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จ ความปลอดภัย และความเจริญในชีวิต
ย่อมอาศัยการดำเนินชีวิตด้วยสติ ความไม่ประมาท และการประกอบกรรมดีเป็นสำคัญ
หลักธรรมที่ควรปฏิบัติควบคู่
การบูชาหลวงพ่อโสธรจะเกิดประโยชน์ทางจิตใจอย่างยิ่ง
หากผู้สวดตั้งใจปฏิบัติดังนี้
- รักษาศีลเป็นนิตย์
- ซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบอาชีพ
- มีเมตตาและให้อภัยผู้อื่น
- ขยันหมั่นเพียรและอดทน
- เจริญสติและระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เสมอ
คติธรรมส่งท้าย
พระพุทธรูปเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ
มิใช่เพียงวัตถุแห่งการอธิษฐาน
เมื่อศรัทธาประกอบด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ย่อมก่อให้เกิดความสงบ ความมั่นคง
และความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม
ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัย และความเป็นสิริมงคลจากการระลึกถึงพระพุทธคุณ
จงเป็นกำลังใจให้ผู้สวดดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีสุขภาพแข็งแรง
มีปัญญาในการแก้ไขปัญหา ประกอบสัมมาอาชีพ และประสบความสุขความเจริญตลอดไป.
=============================
ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง
พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ
ธีรานันทางกูร
“จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี
และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”
เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)
ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์
ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔
ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี
สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี
ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย
แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕)
และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง)
จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ
(มหาปัญญาไร้พรมแดน)
หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล
ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ
ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London
School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน
ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน
ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ
ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม
และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์
ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม
เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน
(ประทีปแห่งวิชาการ)
เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ
ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์
โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี
และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย
ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม,
และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
บทสรุปแห่งชีวิต (วิถีแห่งความเรียบง่าย)
ภายหลังเกษียณอายุราชการและการอุทิศตนให้แก่งานสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ท่านได้เลือกกลับสู่ความสงบเรียบง่ายในฐานะ “ชาวสวน” ผู้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง พำนักอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี และนครสวรรค์ ตามวิถีแห่ง “บุญนำพา” โดยยังคงมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานวิชาการและบทเรียนภาษาบาลี เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป
========================
สำหรับท่านที่สนใจEbook ที่จัดจำหน่ายในMeb Market ของสำนักพิมพ์ทองใบ คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ
#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ
#Ebookไทย
#หนังสือดีบอกต่อ
#หนังสือออนไลน์
#MebMarket
#อ่านหนังสือ
#รักการอ่าน
#พัฒนาตนเอง
#ความรู้รอบตัว
#พระพุทธศาสนา
#ประวัติศาสตร์
#เศรษฐศาสตร์
#หนังสือวิชาการ
#หนังสือสารคดี
#Ebookน่าอ่าน
#หนังสือขายดี
#หนังสือแนะนำ
#BookLover
#ThaiEbook
#KnowledgeIsPowe


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น