จุลชัยยะมงคลคาถา
ความหมาย-อานุภาพ
-คำแปล-ที่มา-บทสวด
นำเสนอโดย
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ
คำนำ
บทสวดพระคาถาที่เรียกกันว่า
จุลชัยยะมงคลคาถา หรือ จุลละชัยปกรณ์ หรือ ไชยน้อย เป็นบทสวดภาษาบาลีผสมสำเนียงสวดภาษาไทยอีสานและภาษาลาว
เป็นที่นิยมสวดกันในหมู่ของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ๒ ฝั่งแม่น้ำโขง (ประเทศไทย-ประเทศลาว)
ตั้งแต่อดีตกาลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันก็ยังใช้สวดกันอยู่โดยเฉพาะในกลุ่มวัดป่าสายพระอาจารย์เสาร์
กันตะสีโล-พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ผู้สวดต่างเชื่อกันว่า เป็นบทสวดที่มีอานุภาพมาก
สามารถขจัดปัดเป่าเรื่องเลวร้าย และภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง
ทั้งแก่ตัวผู้สวดสาธยาย และแก่บ้านเมืองของผู้สวดสาธยายนั้นด้วย
สารบาญ
ความหมายของบทสวดจุลลชัยยะมงคลคาถา
อานุภาพของจุลลชัยยะมงคลคาถา
ที่มาของจุลลชัยยะมงคลคาถา
ตำนานเชิงมุขปาฐะที่โยงบทสวดจุลลชัยยะมงคลคาถากับพระโณะพระอุตตระ
พระโสณะและพระอุตตระกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ
บทสวดจุลลชัยยะมงคลคาถา
จุลชัยยะมงคลคาถา ความหมาย-อานุภาพ-คำแปล-ที่มา-บทสวด
=========================
๑.ความหมายของบทสวดจุลชัยยะมงคลคาถา
บทสวดพระคาถาที่เรียกกันว่า จุลชัยยะมงคลคาถา หรือ จุลละชัยปกรณ์ หรือ
ไชยน้อย เป็นบทสวดภาษาบาลีผสมภาษาไทยสำเนียงอีสานและภาษาลาว เป็นที่นิยมสวดกันในหมู่ของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่
๒ ฝั่งแม่น้ำโขง (ประเทศไทย-ประเทศลาว) ตั้งแต่อดีตกาลเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันก็ยังใช้สวดกันอยู่โดยเฉพาะในกลุ่มวัดป่าสายพระอาจารย์เสาร์
กันตะสีโล-พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระคาถานี้พรรณนาถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าเหนือหมู่มารทั้งปวง
เหนืออำนาจของพรหม มาร เทวดา ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ รวมทั้งสรรพสัตว์ และความชั่วร้ายทั้งหลาย
ผู้สวดต่างเชื่อกันว่า เป็นบทสวดที่มีอานุภาพมาก สามารถขจัดปัดเป่าเรื่องเลวร้าย
และภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง ทั้งแก่ตัวผู้สวดสาธยาย และแก่บ้านเมืองของผู้สวดสาธยายนั้นด้วย
๒.อานุภาพของจุลชัยยะมงคลคาถา
พุทธศาสนิกชนในแถบลุ่มน้ำโขง (ประเทศไทย-ประเทศลาว)นิยมสวดพระคาถานี้
โดยเชื่อว่าจะทำให้บังเกิดความเป็นสวัสดิมงคล ขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้พ้นไป
โดยกล่าวกันว่า แม้แต่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าแห่งจังหวัดเลย ก็แนะนำให้สาธุชนพุทธบริษัทได้สวดสาธยาย
โดยเฉพาะในงานมงคลพิธี ท่านกล่าวไว้ว่า
"ถ้ามีศึกสงครามหรือมีความยุ่งยากในบ้านเมือง หรือแม้แต่ในครอบครัว
ให้สาธยายมนต์บทนี้เป็นประจำจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้"
จากข้อมูลต่างๆที่ได้แสวงหาและรวบรวมมาจากหลายที่ทำให้ได้ทราบเรื่องราวของพระคาถาบทนี้ดังต่อไปนี้
๓.ที่มาของจุลชัยยะมงคลคาถา
ทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของจุลชัยยะมงคลคาถามีอยู่หลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่แพร่หลายและเป็นที่เชื่อถือมากที่สุดบอกว่า
พระมหาปาสมันตเถระ พระเถระแห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ผู้อุปการะพระเจ้าฟ้างุ้ม
มหาราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง และพระเถระผู้อัญเชิญพระบางและพระไตรปิฎกมายังแผ่นดินลาว
เป็นผู้รจนาพระคาถานี้ขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ อันเป็นช่วงก่อนหรือหลังจากที่พระเถระเดินทางจากกัมพูชามาประกาศพระศาสนาในอาณาจักรล้านช้างในปี
พ.ศ. ๑๙๐๒
ส่วนนักวิชาการในประเทศลาวบางรายระบุว่า จุลชัยยะมงคลคาถา เป็นผลงานประพันธ์ของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือ "ญาคูขี้หอม" ซึ่งท่านมีช่วงชีวิตอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ และฝ่ายลาวเรียกพระคาถานี้ว่า "จุลละไชยยะสิทธิมงคลคาถา" หรือ "จุลละไซยะสิททิมุงคุนคาถา"
๔.ตำนานเชิงมุขปาฐะที่โยงจุลชัยยะมงคลคาถากับพระโสณ-พระอุตตระ
มีตำนานในเชิงมุขปาฐะเกี่ยวกับที่มาของพระคาถานี้ว่า เป็นพระคาถาที่แสดงถึงชัยชนะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือนัยหนึ่งคือชัยชนะของพระพุทธศาสนาต่อสิ่งชั่วร้ายที่เคยมีอิทธิพลในแถบถิ่นลุ่มแม่น้ำโขง
โดยกล่าวว่า ต้นบทจุลชัยยะมงคลคาถา ที่เรียกว่า จุลละชัยปกรณ์
ได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ว่า เมื่อครั้งพระโสณะและพระอุตระ
รับอาราธนาพระเจ้าอโศกมหาราชและพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ
มาเป็นสมณทูตประกาศพระศาสนาในแผ่นดินสุวรรณภูมินั้น พระเถระทั้ง ๒ รูปได้ผจญกับปีศาจท้องถิ่น ในรูปของเงือก
หรือผีเสื้อน้ำ ซึ่งได้ซักถามพระเถระทั้งสองถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
และพระเถระทั้งสองได้แสดงธรรมเทศนาโปรดโดยได้ยกคำสอนต่างๆ
ของพระพุทธเจ้ามาแสดงให้ผีเสื้อน้ำฟัง คือ
๔.๑ ความในพระธรรมบท (๑)
สุโข พุทธานัง อุปปาโท
สุขา สัทธัมมะเทสะนา
สุขา สังฆัสสะ สามัคคี
สะมัคคานัง ตะโป สุโข
คำแปล
ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นเหตุนำสุขมา,
การแสดงธรรมของสัตบุรุษ เป็นเหตุนำสุขมา,
ความพร้อมเพรียงของหมู่ เป็นเหตุนำสุขมา,
ความเพียรของชนผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นเหตุนำสุขมา.
๔.๒ ความในพระธรรมบท (๒)
ทิวา ตะปะติ อาทิจโจ
รัตติง อาภาติ จันทิมา
สันนัทโธ ขัตติโย ตะปะติ
ฌายี ตะปะติ พ๎ราห๎มะโณ
อะถะสัพพะมะโหรัตติง
พุทโธ ตะปะติ เตชะสา
คำแปล
พระอาทิตย์ ย่อมส่องแสงในกลางวัน, พระจันทร์ย่อมรุ่งเรืองในกลางคืน, กษัตริย์ทรงเครื่องรบแล้ว
ย่อมรุ่งเรือง, พราหมณ์ผู้มีความเพ่งย่อมรุ่งเรือง,ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช
ตลอดกลางวันและกลางคืน.
๔.๓ ความในเทวธรรมชาดก
หิริโอตตัปปะ สัมปันนา
สุกกา ธัมมา สะมาหิตา
สันโต สัปปุริสา โลเก
เทวาธัมมาติ วุจจะเร
คำแปล
สัปบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ
ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันขาวท่านเรียกว่า ผู้มีเทวธรรมในโลก.
๔.๔ ความในวัฏฏกชาดก
สันติปักขา อะปัตตะนา
สันติปาทา อะวัญจะนา
มาตาปิตา จะ นิกขันตา
ชาตะเวทะปะติกกะมะ ฯ
คำแปล
ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเรามีอยู่
แต่ก็เดินไม่ได้ มารดาและบิดาของเรา ออกไปหาอาหาร ดูก่อนไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย
๔.๕ ความในสมันตปาสาทิกา
สุวัณณะภูมิง คันฺตฺวานะ
โสณุตตะรา มะหิทฺธิกา
ปิสาเจ นิทธะมิตฺวานะ
พฺรัหฺมะชาลัง อะเทสิสนฺติ ฯ
เอเต สัพเพ ยักขา ปะลายันตุ
แปลว่า
พระโสณะและพระอุตตระ ผู้มีฤทธิ์มาก ไปสู่สุวรรณภูมิ
ปราบปรามพวกปีศาจแล้ว ได้แสดงพรหมชาลสูตร และผลของการแสดงพระสูตรนี้ทำให้
ยักษ์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นหลบหนีไป
สิ่งที่เป็นผลดีของการเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาของพระพุทธเจ้าในครั้งนี้
ก็คือ การประกาศความยิ่งใหญ่ของพระรัตนตรัยให้ชาวพื้นเมืองได้ประจักษ์
สามารถปราบมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย
ให้หันมาเชื่อถือศรัทธาในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๔.๖ บทแสดงความนอบน้อมแด่ทวยเทพ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา
เทวะนาคา มะหิทธิกา
ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ สาสะนัง
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา
เทวะนาคา มะหิทธิกา
ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ ปาณิโน
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา
เทวะนาคา มะหิทธิกา
ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ โน สะทา
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา
เทวะนาคา มะหิทธิกา
ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
โสตถิง คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ
คำแปล
เทวดาผู้ประเสริฐทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่โนอากาศก็ดี
สถิตอยู่บนภาคพื้นก็ดี ขอจงมาอนุโมทนาบุญ แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอจงมาช่วยกันปกปกรักษาพระศาสนาให้ดำรงอยู่ชั้วนิจนิรันดร์ ขอจงมาปกปักรักษาหมู่สัตว์ทั้งหลาย และขอจงมาปกปักรักษาข้าพเจ้าทั้งหลาย
เหล่าทวยเทพเทวดาที่มาแล้วก็ให้มีแต่ความสวัสดี
๔.๗ บทพระคาถานะโมเม
นะโม เม พุทธะเตชะสา ระตะนัตตะยะธัมมิกา
เตชะปะสิทธิปะสีเทวา นารายะ ปะระเมศะวะรา
สิทธิพ๎รห๎มา จะ อินทา จะ จะตุโลกาภิรักขะกา
สะมุททา ภูตะคังคา จะ สัพพะชัยยะปะสิทธิ ภะวันตุ เต,
ชัยยะ ชัยยะ ธอระณิ ธอระณี อุทะธิ อุทะธี นะทิ นะที,
ชัยยะ ชัยยะ คัคคะนะตะละนิสะยะ นิละยะ เสยยะเสละ สุเมรุราชะ พะนะระชี,
ชัยยะ ชัยยะ คัมภีระโสพภี นาเคนทะนาคี ปีสา จะ ภูตะกาลี,
ชัยยะ ชัยยะ ทุนนิมิตตะโรคี, ชัยยะ ชัยยะ สิงคีสุตทา ฆานะมุขะชา,
ชัยยะ ชัยยะ รุณณะมุขะสาตรา, ชัยยะ ชัยยะ จัมปาทินาคะกุระคัณฐะกัง,
ชัยยะ ชัยยะ คะชะคะณะตุรังคะณะ สุกะระภูชังคะ สีหะพะยัคฆะทีปา,
ชัยยะ ชัยยะ รุณณะมุขะยาต๎รา ชินะ เสนาริปู ปุณะสุตทิระตี,
ชัยยะ ชัยยะ สุขา สุขา ชีวี, ชัยยะ ชัยยะ ธอระณีตะเล สะทา สุชัยยะ,
ชัยยะ ชัยยะ ธอระณี สานะติ สะทา,
ชัยยะ ชัยยะ มังกะระละยา ภะวัคเค, ชัยยะ ชัยยะ วะรุณะ ยักเข,
ชัยยะ ชัยยะ รักขะเสสุ ระภูชะเตชา, ชัยยะ ชัยยะ พ๎รห๎มเมนทะคะณา,
ชัยยะ ชัยยะ ราชาธิราชะ ชะยัง, ชัยยะ ชัยยะ ปะฐะวิง สัพพัง,
ชัยยะ ชัยยะ อะระหันตัง ปัจเจกะพุทธะสาวะกัง,
ชัยยะ ชัยยะ มะเหสุรังคะ หะโรหะรินทะเทวา,
ชัยยะ ชัยยะ พ๎รห๎มาสุรักโข,
ชัยยะ ชัยยะ นาโค วิรุฬหะโก วิรูปักโข จันทิมา ระวิอินโท จะ
เวนัตตัยโย จะ กุเวโร วะรุโณปิ จะ อัคคีวาโย จะ ปาชุณ๎โห กุมาโร
ธะตะรัฏฐะโก
อัฏฐาระสะ มะหาเทวา สิทธิตาปะสะ อาทะโย เอสิโน สาวะกา สัพเพ ชัยยะ
ราโม ภะวันตุ โน
ชัยยะ ธัมโม จะ สังโฆ จะ ทะสะปาโล จะ ชัยยะกัง เอเตนะ ชัยยะ เตเชนะ
โสตถี ภะวันตุ โน
เอเตนะ พุทธะเตเชนะ โหนตุ โน ชัยยะ มังคะลัง,
ชะโยปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ ไสยยุง โพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยยะ ตะทา พ๎รัห๎มะคะณา มะเหสิโน,
ชะโยปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ ไสย ยุง โพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยยะ ตะทา อินทะคะณา มะเหสิโน,
ชะโยปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ ไสยยุง โพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยยะ ตะทา เทวะคะณา มะเหสิโน,
ชะโยปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย,
อุงโฆ ไสยยุง โพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยยะ ตะทา สุปันนะคะณา มะเหสิโน,
ชะโยปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ ไสยยุง โพธิมัณเฑ ปะโมทิตา ชัยยะ ตะทา นาคะคะณา มะเหสิโน,
ชะโยปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ ไสยยุง โพธิ มัณเฑปะโมทิตา ชัยยะ ตะทา สัพพะคะณา มะเหสิโน,
คำแปล
เป็นบทสวดแสดงถึงความนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ชนะมาราธิราชขณะประทับนั่งบนโพธิบัลลังก์ในคืนที่จะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
และผู้สวดก็ยังกล่าวนอบน้อมทวยเทพ เทวา ทุกหมู่เหล่า
ตลอดไปจนถึงอมนุษย์ทั้งหลายมีนาค ครุฑ เป็นต้น รวมตลอดไปจนถึงขออานุภาพของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายได้ปกปักรักษาพวกตนเพื่อให้พวกตนมีชัยชนะเหนืออันตรายต่างๆ
ให้อยู่รอดปลอดภัยจากสัตว์ร้ายนานาชนิด
ให้มีชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดดุจชัยชนะของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าขณะประทับนั่งเหนือโพธิบัลลังก์ในคืนที่ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณฉะนั้น
๔.๘ บทสวดในชยปริตร
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันฺทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ
ชัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกฺขะเร
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติสุนักขัตตัง สุมังฺคะลัง
สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สะขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฺฐัง พฺรัหฺมะจาริสุ
ปะทักฺขิณัง กายะกัมฺมัง วาจากมฺมัง ปะทักฺขิณัง ปะทักฺขิณัง มะโนกัมมัง
ปะณิธี เต ปะทักขิณาปะทักฺขิณานิ กัตฺวานะ ละภัณตัตฺเถ ปะทักฺขิเณ
เต อัตถะลทฺธา สุขิตา วิรุฬฺหา พุทธะสาสะเนอะโรคา สุขิตา โหถะ สะหะ
สัพเพหิ ญาติภิ ฯ
คำแปล
ขอให้ท่านจงมีชัยชนะในพิธี เหมือนพระจอมมุนีทรงชนะมารที่โคนโพธิพฤกษ์
ถึงความเป็นผู้เลิศในสรรพพุทธาภิเษก ทรงประทับนั่งอยู่บนอปราชิตบัลลังก์อันสูง เป็นจอมมหาปฐพี ทรงเพิ่มพูนความยินดีแก่เหล่าพระประยูรญาติศากยวงศ์ฉะนั้นเทอญ
เวลาที่สัตว์ประพฤติชอบ ชื่อว่า ฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี
ครู่ดี บูชาดีแล้ว ในพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย กายกรรมเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา
วจีกรรมเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขว มโนกรรมเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา
ความปรารนาของท่านเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา
สัตว์ทั้งหลายทำกรรมเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวาแล้ว
ย่อมได้ประโยชน์ทั้งหลายอันเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา
ท่านทั้งหลายนั้น(ทั้งชายทั้งหญิง) จงเป็นผู้มีประโยชน์อันได้แล้ว
ถึงแล้วซึ่งความสุข เจริญในพระพุทธศาสนา ถึงแล้วซึ่งความสุข
กับด้วยญาติทั้งหลายทั้งหมด
๔.๙ บทสวดขอพรจากทวยเทพ
สุณันตุ โภนโต เย เทวา
อัส๎มิง ฐาเน อะธิคะตา
ทีฆายุกา สะทา โหนตุ
สุขิตา โหนตุ สัพพะทา
รักขันตุ สัพพะสัตตานัง
รักขันตุ ชินะสาสะนัง
ยา กาจิ ปัตถะนา เตสัง
สัพเพ ปูเรนตุ มะโนระถา
ยุตตะกาเล ปะวัสสันตุ
วัสสัง วัสสา วะลาหะกา
โรคา จุปัททะวา เตสัง
นิวาเรนตุ จะ สัพพะทา
กายะสุขัง จิตตะสุขัง อาหะรันตุ .
คำแปล
ขอทวยเทพทั้งหลายที่มาชุมชุมอยู่ ณ ทีนี้จงฟังเถิด
ขอทวยเทพทั้งหลายจงมีอายุยืน จงมีความสุขสำราญในกาลทุกเมื่อ จงมาปกปักรักษาสรรพสัตว์ทั้งหลาย
จงมาปกปักรักษาพระศาสนาของพระชินเจ้า
ความปรารถนาอันใดที่เขาทั้งหลายต้องการขอให้ความปรารถนาทั้งหลายทั้งปวงนั้นจงสำเร็จอย่างเต็มเปี่ยมแก่คนเหล่านั้น
ขอให้ฟ้าฝนตกต้องมาตามฤดูกาล ขอจงห้ามโรคาพาธและอุปัทวันตรายทั้งหลายมิให้บังเกิดแก่คนเหล่านั้น
ขอจงนำมาซึ่งความสุขกายและความสุขใจมาให้แก่เขาทั้งหลายทั้งปวงเถิด
๕.พระโสณะและพระอุตตระกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ
พระโสณะและพระอุตตระเป็นชาวอินเดีย มีชีวิตอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓
ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่ปรากฏประวัติก่อนบวช
เมื่อท่านทั้งสองอุปสมบทแล้วเป็นผู้มีความแตกฉานในพระไตรปิฎกและเป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาพระธรรมวินัย
และยังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช
โดยท่านทั้งสองได้รับมอบหมายให้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ
ในคณะสมณทูตมาประกาศพระศาสนา เมื่อเสร็จสิ้นสังคายนาครั้งที่ ๑(ประมาณ พ.ศ. ๒๓๔)
นับเป็นสายหนึ่งนพระศาสนาทูต ๙ สาย พาหนะของคณะสมณะทูตคราวนี้ใช้เรือสำเภา
ดังนั้นเมื่อประมาณ
พ.ศ. ๒๓๖ พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน
สมัยเดียวกันกับประเทศศรีลังกา
ด้วยการส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ๙ สาย
โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย
ในขณะนั้นประเทศไทยรวมอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง
มีประเทศรวมกันอยู่ในดินแดนส่วนนี้ทั้ง ๗ ประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ ไทย พม่า
ศรีลังกา เวียตนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย
ซึ่งสันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมของไทย
เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่น พระปฐมเจดีย์
และรูปธรรมจักรกวางหมอบเป็นหลักฐานสำคัญ
แต่พม่าก็สันนิษฐานว่ามีในกลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของพม่า
พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สุวรรณภูมิในยุคนี้ นำโดยพระโสณะและพระอุตตระ
พระเถระชาวอินเดียดังกล่าว
พระโสณะและพระอุตตระได้เดินทางจากแคว้นมคธ
เข้ามาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีข้อสันนิษฐานว่า
น่าจะมีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของไทยในปัจจุบัน
โดยพิจารณาจากโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระปฐมเจดีย์ศิลารูปพระธรรมจักร
เป็นต้น
พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในสมัยนี้
เป็นนิกายเถรวาทดั้งเดิม
โดยพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาเลื่อมใสบวชเป็นพระภิกษุจำนวนมาก
และได้สร้างสถูปเจดีย์ไว้สักการบูชา เรียกว่า สถูปรูปฟองน้ำ
เหมือนสถูปสาญจีในประเทศอินเดียที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้น โดยศิลปะในยุคนี้
เรียกว่า ศิลปะทวารวดี
ในคัมภีร์
สมันตปาสาทิกา
บอกกล่าวถึงเรื่องราวเมื่อครั้งที่พระโสณะและพระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ
ว่าในสมัยนั้นประชาชนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวผีเสื้อสมุทรซึ่งมักจับทารกกินเป็นอาหาร
ท่านทั้งสองได้สร้างขวัญกำลังใจ ทำให้ประชาชนหายหวาดกลัวโดยใช้อุบายธรรมนำ
"พรหมชาลสูตร" ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความเห็นผิดมาเทศนา
และได้เปล่งวาจาถึงไตรสรณคมน์ รวมทั้งสมาทานศีล ๕
ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อที่ถูกต้องและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
จนพากุลบุตรและกุลธิดามาบวช ทำให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในดินแดนสุวรรณภูมิ
และเจริญสืบเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
ในคำสวดชัยยะมงคลคาถาบางฉบับก็ยังข้อความระบุถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นในภาษาบาลีว่า
“สุวัณณะภูมิง คันฺตฺวานะ โสณุตตะรา มะหิทฺธิกา ปิสาเจ นิทธะมิตฺวานะ
พฺรัหฺมะชาลัง อะเทสิสนฺติ ฯ เอเต สัพเพ ยักขา ปะลายันตุ” แปลว่า
“พระโสณะและพระอุตตระ ผู้มีฤทธิ์มาก ไปสู่สุวรรณภูมิ ปราบปรามพวกปีศาจแล้ว
ได้แสดงพรหมชาลสูตร และผลของการแสดงพระสูตรนี้ทำให้
ยักษ์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นหลบหนีไป”
๖.บทสวดจุลชัยยะมงคลคาถา
บทสวดบทสวดจุลชัยยะมงคลคาถา
มีหลายฉบับ ในการนำเสนอ Ebook คราวนี้ เป็นบทสวดจุลลไชยยปกรณ์ ฉบับตรวจชำระและจัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์
ส.ธรรมภักดี ถนนข้าวสาร จังหวัดพระนคร
นะโม เม พุทธะเตชัสสะ ระตะนัตยะธัมมิกา
เต สัพพะสิทฺธิ ปะสิทธิ เทวารายะปะระเมสะวะนรา
สิทธิพฺรัหฺมา จะ อินทา จะ จะตุโลกาภิรักฺขกา
สะมุททะภูตุง คังคา จะ สัพพะเชยยะ
ปะสิทธิ ภะวันตุ โน
เชยยะ เชยฺยะ ธะระณิ ธะระณี อุทะธิ อุทะธี นะทิ นะที
เชยฺย เชยฺย คะคะละละตะละละนิไล ไสเสนะ สุเมโร ราชะพะนะระที
เชยฺยะ เชยฺยะ คามภีระ โสมะภินาเคนะธะนาคี ปิสาตะภูตะกะรี
เชยฺยะ เชยฺยะ ทุนนิมิตะโรคี เชยฺยะ เชยฺยะ สิงฺคีสุทฺธาทะนะมุกฺขา
เชยฺย เชยฺย รุณณะมุกขายะหัตตา เชยฺย เชยฺย จัมปาทินาคะกุละคัณฐะกะ
เชยฺยะ เชยฺยะ คะชะพะนะตุลังสุกะระภุชังคะ สีหะพยัคฺฆะทีปา
เชยฺย เชยฺย รุณณะมุกขายะหัตตา ชิชะตะชิตฺตะเสนารี ปุณณะ สุทฺธี นะระตี
เชยฺย เชยฺย สุกฺขะ สุกขา ชีวี เชยฺย เชยฺย ธะระณีตะเล สัทธา สุเชยยา
เชยฺย เชยฺย ธะระณี สะวะระสีละสัทธา เชยยะ เชยยะ มังกังราชะลัลฺยาภัคเค
เชยฺย เชยฺย วิรุฬฺหะยักเข เชยฺยะ เชยฺยะ ลักฺขัสเสสุระภูชะเตชา
เชยฺย เชยฺย พฺรัหฺเมนทะคะณา เชยฺย เชยฺย ราชาธิราชะ ชาติ
เชยฺย เชยฺย ปะฐะวัพฺพัง เชยฺย เชยฺย อะระหันตา ปัจฺเจกะพุทฺธะสาวัง
เชยฺย เชยฺย มะเหสุโร หะโร หะรินฺทัง เชยฺยะ เชยฺยะ พฺรัหฺมา สุรักโข
เชยฺย เชยฺย นาโค วิรุฬฺหะโก วิรุปัก โข จนฺทิมา ระวิ อินโท จะ เวนะเตยโย
กุเวโร วะรุโณปิยะ อัคฺคิวายุ จะ ปะชุณฺโห กุมาโร ธะตะระฐะโก อฏฺฐาระสะ
มะหาเทวา
สิทธิตา ปะสาทะโย อิสินโน สาวะกา สัพพเชยยะ รัมโม ภะวีนตุ โน
เชยฺย ธัมโม จะ สังโฆ จะ ธะนะปาโล จะ เชยฺยะกัง เอเตนะ เชยยะเตเชนะ
เชยฺยะ โสตฺถิ ภะวันตุ โน เอเตนะ พุทธะเตเชนะ โหตุ เต เชยยะ มังฺละคะลัง
เชยโยปิ พุทฺธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ เชยยุง โพธิมัณเฑ ปโมทิตะวา เชยฺยะ ตะทา อินทะคะณา มะเหสิโน
เชยโยปิ พุทฺธัสฺสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ เชยยุง โพธิมณฺเฑ ปโมทิตะวา เชยฺย ตะทา พฺรัหฺมะคะณา มะเหสิโน
เชยโยปิ พุทฺธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ เชยยุง โพธิมัณเฑ ปะโมทิตะวา เชยยะ ตะทา เทวะคะณา มะเหสิโน
เชยโยปิ พุทฺธัสสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ เชยยุง โพธิมัณฺเฑ ปโมทิตะวา เชยฺยะ ตะทา สุปัณณะคะณา มเหสิโน
เชยโยปิ พุทฺธัสฺส สิรีมะโต อะยํ มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ เชยฺยุง โพธิมณฺเฑ ปโมทิตะวา เชยยะ ตะทา นาคะคะณา มะเหสิโน
เชยโยปิ พุทฺธัสฺสะ สิรีมะโต อะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย
อุงโฆ เชยยุง โพธิมัณเฑ ปโมทิตะวา เชยยะ ตทา สพพะคณา มะเหสิโน
ชะยันโต โพธิยา มูเล
สักยานัง นันฺทิวัฑฒะโน
เอวัง ตะวํ วิชะโย โหหิ
ชะยัสฺสุ ชะยะมังฺคะเล
อะปะราชิตะปัลฺลังเก
สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สัพฺพะพุทฺธานัง
อัคฺคัปฺปัตฺโต ปะโมทะติ
สุนักฺขัตฺตัง สุมังฺคะลัง
สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ
สุยิฏฺฐัง พฺรัหฺมะจาริสุ
ปะทักฺขิณัง กายะกัมฺมัง
วาจากมฺมัง ปะทักฺขิณัง
ปะทักฺขิณัง มะโนกัมฺมัง
ปะณิธี เต ปะทักฺขิณา
ปะทักฺขิณานิ กัตฺวานะ
ละภัณฺตัตฺเถ ปะทักฺขิเณ ฯ
เต อัตถะลัทธา สุขิตา
วิรุฬฺหา พุทฺธะสาสะเน
อะโรคา สุขิตา โหถะ
สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ
สุณันฺตุ โภนฺโต เย เทวา
อัสฺมิง ฐาเน อะธิคะตา
ทีฆายุกา สะทา โหนตุ
สุขิตา โหนฺตุ สัพฺพะทา
รักขันตุ สัพพะสัตตานัง
รักขันตุ ชินะสาสะนัง
ยา กาจิ ปัตฺถะนา เตสัง
สัพเพ ปูเรนฺตุ มะโนะระถา
ยุตฺตะกาเล ปัวัสฺสันฺตุ
วัสสัง วัสสา วะราหะกา
โรคา จุปัทฺทะวา เตสัง
นิวาเรนตุ จะ สพฺพะทา
กายสุขัง จิตฺตะสุขัง
อาหะรันตุ ยะถาระหัง
อิติ จุลฺละเชยยะ ปะกะระณัง สะมันตัง นิฏฺฐิตัง ฯ
ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง
พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ
ธีรานันทางกูร
“จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี
และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”
เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)
ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์
ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔
ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี
สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี
ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย
แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕)
และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง)
จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ
(มหาปัญญาไร้พรมแดน)
หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล
ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ
ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London
School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน
ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน
ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ
ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม
และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์
ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม
เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน
(ประทีปแห่งวิชาการ)
เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ
ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์
โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี
และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย
ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม,
และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
บทสรุปแห่งชีวิต (วิถีแห่งความเรียบง่าย)
ภายหลังเกษียณอายุราชการและการอุทิศตนให้แก่งานสอนในระดับบัณฑิตศึกษา
ท่านได้เลือกกลับสู่ความสงบเรียบง่ายในฐานะ “ชาวสวน” ผู้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง พำนักอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี
และนครสวรรค์ ตามวิถีแห่ง “บุญนำพา”
โดยยังคงมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานวิชาการและบทเรียนภาษาบาลี
เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป
========================
สำหรับท่านที่สนใจEbook ที่จัดจำหน่ายในMeb Market ของสำนักพิมพ์ทองใบ คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ
#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ
#Ebookไทย
#หนังสือดีบอกต่อ
#หนังสือออนไลน์
#MebMarket
#อ่านหนังสือ
#รักการอ่าน
#พัฒนาตนเอง
#ความรู้รอบตัว
#พระพุทธศาสนา
#ประวัติศาสตร์
#เศรษฐศาสตร์
#หนังสือวิชาการ
#หนังสือสารคดี
#Ebookน่าอ่าน
#หนังสือขายดี
#หนังสือแนะนำ
#BookLover
#ThaiEbook
#KnowledgeIsPowe


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น